สติปัฏฐานสี่ คือที่พึงของบุคคล

พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์  ที่เวฬุคาม  ใกล้เมืองเวสาลี ว่า  อานนท์ !  ในกาลบัดนี้ก็ดี  ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี  ใครก็ตามจักต้องมีตนเป็นประทีป  มีตนเป็นสรณะ  ไม่  เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ.  คือมีธรรมเป็นประทีป  มีธรรมเป็นสรณะ  ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่.

อานนท์ !  คนเหล่านั้น  จักเป็นภิกษุ  (อยู่เหนือความมืด  ได้แก่  พวกที่มีความใคร่ในสิกขา.   มีตนเป็นประทีป  มีตนเป็นสรณะ  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ.  มีธรรมเป็นประทีป  มีธรรมเป็นสรณะ  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะเป็นอยู่  คือ -
เป็นอยู่ด้วยการ  เป็นผู้ตามเห็นกายในกาย  เป็นผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย เป็นผู้ตามเห็นจิตในจิต เป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย  มีความเพียรเผากิเลส  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.  อานนท์ !  อย่างนี้แล  ชื่อว่ามีตนเป็นประทีป  มีตนเป็นสรณะ  ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ  เป็นอยู่.

พระสูตรดังกล่าวข้างบนนี้  พระผู้มีพระภาคตรัสถึงการเจริญสติปัฏฐานสี่  เมื่อเจริญสติปัฏฐานสี่  จำต้องเจริญด้วยอานาปานสติ.  ทรงตรัสว่า  สติปัฏฐานสี่เป็นทางอันเอก  และอานาปานสติ  เป็นธรรมอันเอก.   เมื่อเจริญสติปัฏฐานสี่ด้วยอานาปานสติ  จึงเรียกว่า  อานาปานสติสมาธิ. 

สติปัฏฐานสี่เหมาะสำหรับภิกษุและคฤหัสถ์

พระผู้มีพระภาคตรัสแก่  กันทรกะ ปริพพาชก ว่า  ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้  มีภิกษุเป็นอรหันต์ขีนาสพ  อยู่จบพรหมจรรย์  มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว   มีภาระอันปลงลงแล้ว  มีประโยชน์แห่งตนตามถึงแล้ว  มีสัญโญชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว  หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ.

กันทรกะ !  อนึ่ง  ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้  ผู้กำลังปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์  มีศีลไม่ขาดสาย  มีความประพฤติไม่ขาดสาย  มีปัญญารักษาตน  มีความประพฤติเป็นไปด้วยปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน.

ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น  เป็นผู้มีจิตตั้งไว้เฉพาะด้วยดีในสติปัฏฐานทั้งสี่  สี่อย่าง คือ  เป็นผู้มีปรกติตามเห็นกายในกาย  เป็นผู้มีปรกติตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย เป็นผู้มีปรกติตามเห็นจิตในจิต เป็นผู้มีปรกติเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย  มีความเพียรเผากิเลส  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้  นายเปสสหัตถาโรหบุตร  กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า  น่าอัศจรรย์  พระเจ้าข้า !  ไม่เคยมี  พระเจ้าข้า !  คือข้อสติปัฏฐานสี่เหล่านี้  พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว  เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย  เพื่อก้าวล่วงโสกะปริเทวะ  เพื่อความดับแห่งทุกข์โทมนัส  เพื่อถึงทับซึ่งญายธรรม  เพื่อการกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  มีพวกข้าพเจ้าทั้งหลายผู้เป็นคฤหัสถ์นุ่งขาว  ก็มีจิตตั้งไว้ดีแล้วในสติปัฏฐานทั้งสี่  คือข้าพเจ้าทั้งหลาย  มีปรกติตามเห็นกายในกาย  มีปรกติตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย........ฯ........คือข้อที่มนุษย์เป็นสัตว์ไม่เปิดเผย  มนุษย์เป็นสัตว์โอ้อวด  เป็นอยู่,  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  สัตว์ลึกลับคือพวกมนุษย์  สัตว์เปิดเผยคือพวกปสุสัตว์. 

(อ้างอิง พุทธ. ๔๖๖  อ้างถึง  บาลี  มหาวาร.  สํ.  ๑๙ / ๒๐๕ / ๗๑๒. อริย. ๑๒๗๔  อ้างถึง  บาลี  ม. ม. ๑๓ / ๒ / ๒).

(ข้อความตามพระสูตรนี้  ย่อมเป็นที่ยืนยันได้ว่า สติปัฏฐานสี่  ย่อมเหมาะแก่ทั้งภิกษุและคฤหัสถ์ ).


<< กลับหน้าหลัก