สัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิจะมีได้  ก็ต้องอาศัยการเจริญอานาปานสติสมาธิ.

ถ้าปรารถนาว่า เราพึงเป็นผู้สงัดจากกามทั้งหลาย  สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  เข้าถึงปฐมฌาน  อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่, ก็เพราะทำในใจให้ชำนาญเป็นอย่างดีซึ่งอานาปานสติสมาธินี้แหละ.

วิตกวิจารในกรณีเกี่ยวกับการเจริญสัมมาสมาธิ  วิตกคือจิตที่เกาะอยู่กับอารมณ์ที่เราหายใจเข้าออกแต่ละขั้น  แต่ละอาการ

วิจารหมายถึงจิตซึมซาบอยู่ที่อารมณ์อันเกิดจากอาการนั้นๆ.  วิตกเปรียบเหมือนกายสัมผัสกับน้ำเย็น วิจารเปรียบเหมือนรู้สึกเย็นทั่วจากน้ำนั้น.

ถ้าปรารถนาว่า วิตกวิจารระงับไป เราพึงเข้าถึงทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายในเพราะธรรมอันเอกคือสมาธิผุดมีขึ้น  ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิ แล้วแลอยู่, ก็เพราะทำในใจให้ชำนาญเป็นอย่างดีซึ่งอานาปานสติสมาธินี้แหละ.

ถ้าปรารถนาว่า ความจางคลายไปแห่งปีติ เราพึงเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย ที่พระอริเจ้ากล่าวผู้นั้นว่า  เป็นผู้อยู่อุเบกขา  มีสติ  มีการอยู่เป็นสุข  เข้าถึง ตติยฌาน  แล้วแลอยู่, ก็เพราะทำในใจให้ชำนาญเป็นอย่างดีซึ่งอานาปานสติสมาธินี้แหละ.

ถ้าปรารถนาว่า  เพราะละสุขและทุกข์เสียได้  เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน  เราพึงเข้าถึงจตุตถฌาน  อันไม่มีทุกไม่มีสุข  มีแต่สติเป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา (เป็นเอกัคคตา) แล้วแลอยู่, เพราะกระทำให้มาก เจริญให้มากซึ่งอาปานสติสมาธินี้แหละ  อันเป็นการทำในใจให้เป็นอย่างดี ย่อมอำนวยให้ได้รูปฌานสี่ อันมีวิตกวิจาร  ปีติ  สุข  เอกัคคตา ปรากฏชัดแจ้งเป็นองค์ฌาน.

สัมมาสมาธิ  เป็นองค์ที่แปดในมรรคมีองค์แปด  อันเป็นทางสายกลาง  ทางสายกลางนี้  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  เอเสว  มคฺโค นตฺถญฺโญ  ทสฺสนสฺส  วิสุทฺธิยา ซึ่งแปลความว่า  นี่แหละทางเพื่อความหมดจดแห่งความรู้ชัด  ทางอื่นมิได้มี.  เพราะฉะนั้น  การศึกษาปฏิบัติอันใดเป็นไปโดยชอบ  ย่อมไม่นอกเหนือไปจาก  ทางสายกลาง คือมรรคประกอบด้วยองค์แปดประการนี้เอง.  สัมมาวายามะ / ความเพียรชอบ  สัมมาสติ / ความระลึกชอบ  สัมมาสมาธิ / จิตตั้งมั่นชอบ  จัดเป็นสมาธิขันธ์.

(อ้างอิง  อริย. ๑๒๕๔ /๑๖๒๓  อ้างถึง  บาลี  มหาวาร.  สํ. ๑๙ / ๔๐๐ - / ๑๓๒๗ -)  อุปริ. ม.  ๑๔ / ๑๘๐ / ๒๕๒ -).


<< กลับหน้าหลัก