นามผู้จัด "เวบไซต์" เผยแผ่ : พระเฟื่องศักดิ์ ปญฺญาวโร (หลวงตาเฟื่อง)
โทร. ๐๒-๗๓๐- ๕๔๘๙. ๐๘๔ - ๑๖๒ - ๓๘๘๔.
ขอถือโอกาสนี้ อนุโมทนา แด่ สยามเซอร์วิส โซลูชั่น ผู้ให้ให้พื้นที่ เวบไซต์นี้ โดยไม่คิดมูลค่าใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งหระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ จงได้โปรดอภิบาล รักษาท่านทั้งทั้งหลายใน สยามเซออร์วิสโซลูชั่น ให้จงบำราศ ปราศจากทุกข์ โศก โรคภัย อุปัทวันตรายทั้งปวง เจริญก้าวหน้าด้วยลาภ ด้วยยศ ด้วยสุขะ ด้วยพละ ด้วยปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ธรรมสารสมบัติ คุณสารสมบัติ ดังที่ประสงค์จงทุกประการ.



- ยุติธรรม / อยุติธรรม

ปัญหาความแตกแยก  สับสนวุ่นวาย  ที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน  เกิดจากนักการเมือง  ข้าราชกการระดับสูง  นักวิชาการ  คณาจารย์ส่วนมาก  ทำดีแล้วยึดติดดี ว่า  เราดีกว่า  พวกเราดีกว่า  พวกของเราทำดีกว่า  จึงเบียดเบียนกันทางกายบ้าง  เบียดเบียนกันทางวาจาบ้าง  เช่นพูดเท็จ  พูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ.  อย่างนี้  เรียกว่าทำดีแล้ว  แต่ยังทำดีไม่ถึงพร้อม  โดยเฉพาะเบียดเบียนกันทางวาจา  คือพูดส่อเสียด  ได้ฟังจากฝ่ายนี้แล้ว เก็บไปบอกฝ่ายโน้น  เพื่อแตกจากฝ่ายนี้  หรือได้ฟังจากฝ่ายโน้นแล้วเก็บมาบอกฝ่ายนี้  เพื่อแตกจากฝ่ายโน้น  จะเป็นการกล่าวด้วยวาจา  หรือการสื่อสารด้วยเสียง  การสื่อสารด้วยภาพ  หรือการตีพิมพ์ก็ตาม.  บุคคลเหล่านั้น  จึงกลายเป็นผู้ไม่สำรวมกาย  ไม่สำรวมวาจา   คือไม่มีศีลโดยไม่รู้ตัว.  เมื่อนักการเมือง  ข้าราชการระดับสูง  นักวิชาการ  คณาจารย์ส่วนมากไม่มีศีล  ย่อมแตกสามัคคี  ย่อมเกิดผลเสียหายต่อสังคมส่วนรวมประเทศชาติและประชาชนอย่างใหญ่หลวง.

ประชาชนคนทั่วไป  มีความเชื่อบุคลสองจำพวก คือ  เชื่อพวกภิกษุหนึ่ง  เชื่อนักพวกการเมืองหนึ่ง.  ฉะนั้น  ภิกษุก็ดี  นักการเมืองก็ดี  เมื่อประกอบกายทุจริต  ประกอบวาจาทุจริตเป็นปรกติ  ย่อมนำพานักเรียนนักศึกษาและประชาชนไปสู่อกุศลธรรมเป็นอเนก  ความสับสนวุ่นวาย  ความแตกสามัคคี  ย่อมเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง.
เมื่อนักการเมือง  ข้าราชการระดับสูง  นักวิชาการ  คณาจารย์  นักเรียน  นักศึกษาประชาชนส่วนมาก  แตกสามัคคีกันแล้ว  จะเรียกร้องความสมานฉันท์มาแต่ที่ไหน  แล้วจะกล่าวไปใยถึงคุณธรรม.

การเบียดเบียนกันทางกายก็ดี  เบียดเบียนกันทางวาจาก็ดี  เบียดเบียนกันทางใจก็ดี  เมื่อเสพให้มาก  เจริญให้มาก  ย่อมเป็นไปเพื่อนรก  เป็นเพื่อกำเนิดเดรัจฉาน  เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย. ด้วยการเบียดเบียนกันทางกาย  ทางวาจา  และทางใจ อย่างนี้ จะเห็นได้ว่า พระผู้มีพระผู้มีภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้มีโทษเท่ากัน.

การไม่ให้อภัยก่อน ไม่ให้เสรีภาพก่อน ธรรมย่อมไม่ยุติ เมื่อธรรมไม่ยุติ ความยุติธรรมย่อมไม่เกิด เมื่อความยุติธรรมไม่มี อธรรมย่อมมี ความแตกสามัคคี  การทะเลาะวิวาท  การแก่งแย่งชิงดี  การชี้หน้าด่าทอ  การกล่าวคำหยาบว่า  มึง  มึง  การใช้อาวุธมีคม  การใช้อาวุธไม่มีคม  การประหัตประหารกัน  การรบพุ่งกัน จึงเกิดขึ้น.  การกีดกัน การปิดกั้นความปรารถนาของบุคคลไว้ก่อน  การกีดกัน การปิดกั้นเจตนาของบุคคลไว้ก่อน จะด้วยการบังคับด้วยกำลัง  หรือด้วยการเขียนกฎหมาย จึงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาโดยชอบ. 

ใจเป็นเรื่องธรรม  บุคคลใดจะมีคุณธรรมหรือไม่  ไม่มีใครรู้ได้ว่า  จิตใจของผู้อื่น กำลังคิดอย่างไรอยู่  มีเจตนาอย่างไรอยู่  มีความปรารถนาอย่างไรอยู่. 
ความปรารถนา  ความเจตนาของบุคคล  ด้วยการให้เงินก็ดี  ให้สิ่งของแก่กันและกันก็ดี   การตกปากรับคำว่าจะให้ก็ดี  จะทำให้ก็ดี  การกระทำกรรมทางวาจา  เป็นต้นเหล่านี้  ยังไม่เป็นกรรมดี  กรรมชั่วที่สมบูรณ์   จะสมบูรณ์ต่อเมื่อสิ่งที่บุคคลนั้นกล่าวแล้ว  กระทำแล้ว,  แล้วผลออกมาเป็นเจตนาดี  ย่อมเป็นการกระทำกรรมที่ชอบ  แต่ถ้าผลไม่เป็นไปตามที่กล่าวแล้ว  ย่อมเป็นการทุจริตทางวาจา.  เมื่อเป็นเช่นนั้น  ความปรารถนาดี  หรือความปรารถนาชั่ว   เจตนาดีหรือเจตนาชั่ว  ย่อมปรากฏชัดในที่นั้น. เมื่อปรับโทษตามผลอันเกิดขึ้นสมบูรณ์ทั้งทางกายทั้งทางวาจาแล้วอย่างนั้น  จึงเป็นการปรับโทษโดยชอบ  คือไม่มีผู้คัดค้านได้  ไม่มีผู้โต้แย้งได้.

จึงมีคำถามว่า  เมื่อกระทำการเบียดเบียนกันทางกาย  คือลักทรัพย์  เช่นลักมะม่วงหนึ่งลูก  ย่อมมีโทษทางอาญาแผ่นดิน  คือจำคุกหนึ่งปีหกเดือนมิใช่หรือ ?  แต่การเบียดเบียนกันทางวาจา  การปรับโทษทำไมจึงแตกต่างกัน.

อาศัยข้ออ้างดังกล่าว จึงเสนอให้พิจารณาว่า  สมควรแล้วหรือยังที่จะตรากฎหมายรัฐธรรมนูญให้มีโทษทางอาญาแผ่นดินโดยชัดเจน สำหรับผู้เบียดเบียนกันทางกาย  เบียดเบียนกันทางวาจา  เพื่อป้องปรามผู้ไม่มีศีลให้มีศีล เป็นการเสริมสร้างพระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่ง.  เมื่อบุคคลมีศีล ย่อมนำมาซึ่งความสามัคคีและความสมานฉันท์ และความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของชาติโดยแท้.

การสำรวมกาย  สำรวมวาจาเป็นตัวปฏิบัติ  เป็นตัวศีล  เมื่อสำรวมกาย  สำรวมวาจาได้มากเท่าไหร่  ก็มีศีลมากเท่านั้น  ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงศีลว่ามีกี่ข้อก็ได้.  การมีศีล  ก็คือมีความสามัคคี  เมื่อมีความสามัคคี  ย่อมมีความสมานฉันท์  บุคคลย่อมเข้ากันได้สนิทเหมือนน้ำกับน้ำนม.

สมดังว่า เมื่อมีการทำบุญทางพุทธศาสนา จะต้องอาราธนาศีลก่อนเสมอ และพระท่านให้สมาทานศีลเสร็จแล้ว สรุป ว่า สีเลนะ สุคะติง ยันติ, สีเลนะ โภคะสัมปะทา, สีเลนะ นิพพุติง ยันติ, ตัสสมา สีลัง วิโส ธะเย, ซึ่งแปลความ ว่า จะมีควาสมสุขได้ ก็เพราะศีล, จะมีโภคทรัพย์ได้ ก็เพราะศีล, จะเข้าถึงนิพพานได้ ก็เพราะศีล, เพราะเหตุนั้น พึงรักษาศีลให้บริสุทธิ์เถิด.

(อ้างอิง  อริสัจจากพระโอษฐ์  ธรรมโฆษณ์ ของพุทธทาส หน้า  ๑๐๗๙-๑๐๘๗  อ้างถึง  บาลี  อฏฺฐกนิบาตฺ  อํงคุตตรนิกาย พระไตรปิฎก  ฉบับบาลีสยามรัฐ  ฉบับอนุสรณ์รัชกาลที่เจ็ด  ชุดพิมพ์ครั้งแรก  เล่มที่  ๒๓  หน้า ๒๕๑ ข้อ ๑๓๐. ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หน้า ๗๗๙. อ้างถึง มหา. ที. ๑๐ / ๖๗ / ๕๘. (ตรัสแก่พระอานานท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม แคว้นกุรุ).)

 


<< กลับหน้าหลัก