- กรรม -

สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม ต้องเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น.

เจตนาเป็นกรรม เพราะว่า เมื่อบุคคลเจตนาแล้ว ย่อมกระทำกรรม ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ .

เหตุเป็นแดนเกิดแห่งกรรม คือผัสสะ  ความดับแห่งกรรมมี  เพราะมีความดับแห่งผัสสะ.

ความเป็นต่างกันแห่งกรรมทั้งหลาย คือกรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยความรู้สึกในนรก. กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยความรู้สึกในกำเนิดเดรัจฉาน. กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยความรู้สึกในเปรตวิสัย. กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยความรู้สึกในมนุษย์โลก.  กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยความรู้สึกในเทวโลก.

กรรมเก่า หรือปุราณกรรม คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ. ซึ่งปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ปัจจัยทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้ นี้เรียกว่า กรรมเก่า.

กรรมใหม่ หรือนวกรรม คือ บุคคลกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในกาลบัดนี้ อันใด, อันนี้ เรียกว่า กรรมใหม่.

วิบาก หรือ ผลแห่งกรรมทั้งหลาย มีอยู่ ๓ อย่าง คือ มีผลในทันใด หรือ ในเวลาถัดมา หรือว่า ในเวลาถัดมาอีก.

กรรม ๔ อย่าง เหล่านี้ ที่พระพุทธองค์ทรงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้รู้ทั่วกัน.

กรรมดำ มีวิบากดำ คือบุคคลบางคนย่อมปรุงแต่งซึ่งกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขารอันเป็นไปเพื่อทุกข์ แล้วเข้าถึงโลกอันประกอบด้วยทุกข์ ถูกต้องอยู่กับผัสสะอันประกอบด้วยทุกข์ ย่อมเสวยเวทนาอันประกอบด้วยทุกข์โดยส่วนเดียว ดังเช่นสัตว์นรก.

กรรมขาว มีวิบากขาว คือบุคคลบางคนย่อมไม่ปรุงแต่งซึ่งกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร อันเป็นไปเพื่อทุกข์ แล้วเข้าถึงโลกอันไม่ประกอบด้วยทุกข์ ถูกต้องอยู่กับผัสสะอันไม่ประกอบด้วยทุกข์ ย่อมเสวยเวทนาอันประกอบด้วยสุขโดยส่วนเดียว ดังเช่น พวกเทพสุภกิณหา.

กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว คือบุคคลบางคนย่อมปรุงแต่งซึ่งกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร อันเป็นไปเพื่อทุกข์บ้าง เป็นไปเพื่อสุขบ้าง แล้วเข้าถึงโลกอันประกอบด้วยทุกข์บ้าง สุขบ้าง ถูกต้องอยู่กับผัสสะอันประกอบด้วยทุกข์บ้าง สุขบ้าง อันเป็นเวทนาเจือกัน  ดังเช่น พวกมนุษย์ พวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก.

เจตนาเพื่อละซึ่งกรรมดำ เจตนาเพื่อละซึ่งกรรมขาว  เจตนาเพื่อละซึ่งกรรมทั้งดำทั้งขาว ๓ อย่างนี้ คือกรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม.

ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งกรรม คือ มรรคอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดประการนี้นั่นแองได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

บุคคลใดก็ตาม มีความเห็นว่า ที่ได้รับสุข ได้รับทุกข์ หรือไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ทั้งหมดนั้น เป็นเพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน อยู่อย่างเดียว ถ้าคนที่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีใจละโมบโลภมาก มีความเห็นผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ เหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในเวลานี้  ถ้าเช่นนั้นก็ต้องเป็นเพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน. เมื่อมัวแต่ถือเอาแต่กรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน มาเป็นสาระสำคัญแล้ว ก็ไม่มีความอยากทำ ไม่มีความพยายามทำ ในสิ่งที่ควรทำ และในสิ่งที่ไม่ควรทำอีกต่อไป . เมื่อสิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่ไม่ควรทำอีกต่อไป ถูกละเลยแล้วโดยจริงๆจังๆ คนเหล่านั้นย่อมไม่มีสติคุ้มครองตน.

บุคคลใด ก็ตาม มีความเห็นว่า ที่ได้รับสุข ได้รับทุกข์ หรือไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ทั้งหมดนั้น เป็นเพราะการนิรมิตบันดาลของผู้เป็นเจ้าเหนือหัวคืออิศวร ถ้าคนที่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีใจละโมบโลภมาก มีความเห็นผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ เหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในเวลานี้  ถ้าเช่นนั้นก็ต้องเป็นเพราะการนิรมิตของผู้เป็นเจ้าเหนือหัวด้วย. เมื่อมัวแต่ถือเอาแต่การนิรมิตมาเป็นสาระสำคัญแล้ว ก็ไม่มีความอยากทำ ไม่มีความพยายามทำ ในสิ่งที่ควรทำ และในสิ่งที่ไม่ควรทำอีกต่อไป. เมื่อสิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่ไม่ควรทำอีกต่อไป ถูกละเลยแล้วโดยจริงๆจังๆ คนเหล่านั้นย่อมไม่มีสติคุ้มครองตน.

บุคคลใด ก็ตาม มีความเห็นว่า ที่ได้รับสุข ได้รับทุกข์ หรือไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ทั้งหมดนั้น ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย . ถ้าเช่นนั้น คนที่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีใจละโมบโลภมาก มีความเห็นผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ เหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในเวลานี้ นั่นก็ต้องไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย. ถ้ามัวแต่ถือเอาความไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย มาเป็นสาระสำคัญแล้ว คนเหล่านั้น ก็ไม่มีความอยากทำ ไม่มีความพยายามทำ ในสิ่งที่ควรทำ และในสิ่งที่ไม่ควรทำอีกต่อไป. เมื่อสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำอีกต่อไป ถูกละเลยแล้วโดยจริงๆจังๆ คนเหล่านั้นย่อมไม่มีสติคุ้มครองตน.

ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ กรรมที่ไม่ควรทำ แสดงตัวออกมาเป็นกรรมที่ไม่ควรทำก็มี กรรมไม่ควรทำ แสดงตัวออกมาเป็นกรรมที่ควรทำก็มี และกรรมที่ควรทำแท้ๆ แสดงตัวออกมาเป็นกรรมที่ควรทำก็มี  กรรมที่ควรทำ แสดงตัวออกมาเป็นกรรมที่ไม่ควรทำก็มี.

กรรมใด ที่กระทำแล้ว เห็นอยู่ว่า เกิดแต่โลภ แต่โกรธ แต่หลง น้อยก็ตาม มากก็ตาม . บุคคลย่อมเสวยผลซึ่งกรรมนั้นในอัตตภาพนี้นั่นเอง วัตถุอื่นหามีไม่. เพราะฉะนั้น ผู้รู้ประจักษ์ซึ่ง โลภ โกรธ หลง ย่อมทำวิชชาให้เกิดขึ้น, เมื่อกระทำวิชชาให้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละทุคติทั้งหลายทั้งปวงได้.

“ วัตถุในกรณีนี้ คือ ขอบเขตพื้นที่ ที่กรรมจะให้ผลแก่ผู้กระทำกรรม ได้แก่ขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอัตตภาพของบุคคลผู้กระทำกรรม และเสวยผลกรรม . “ คำว่าวัตถุอื่นหามีไม่ หมายถึง ไม่มีความหมายในเวลาอื่น หรือชาติหน้า หรือชาติอื่นแต่อย่างใด.

โลภ โกรธ หลง เป็นอกุศล  เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศลกรรมทั้งหลาย.  ความโลภ คือ จิตเพ่งเล็งใคร่จะได้จะเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยอารมณ์  อารมณ์มีต่อสิ่งนั้นเป็นราคะ ถ้าครอบคลุมทั่วๆไปเป็นความโลภ  ถ้าโลภจดจ้องไม่สม่ำเสมอ เป็นวิสมโลภะ   ถ้าใคร่จะได้รุนแรงก็เป็นกามราคะ.

ความโกรธ คือโทสะ ซึ่งเป็นอาการของจิตที่ผลักออกไป ปฏิเสธไม่เอา ไม่ชอบ อยากทำลาย อาการที่เป็นความรู้สึกอย่างนี้มีต่อสิ่งใด อาการนั้น เป็นโทสะ.

โมหะ แปลว่าหลง มีความหมายว่า ไม่รู้จะเอาอย่างไรแน่ จะดึงเข้ามาก็ไม่ใช่ จะผลักออกไปก็ไม่เชิง เป็นอาการที่พะวงสงสัย เป็นการเฉยไว้ทีก่อน. อาการอย่างนี้  จัดอยู่ในทางปฏิบัติผิด.

ราคะมีโทษน้อย คลายช้า โทสะมีโทษมาก คลายเร็ว  โมหะมีโทษมาก คลายช้า.

เหตุปัจจัยทำให้เกิดความโลภ เพราะทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายในสิ่งที่แสดงให้รู้สึกว่างามหรือเรียกว่า  สุภนิมิต  ราคะที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น  และราคะที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญยิ่งขึ้น.

เหตุปัจจัยทำให้เกิดโทสะ  เพราะทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายใน สิ่งที่แสดงให้รู้สึกกระทบกระทั่ง หรือเรียกว่า ปฏิฆะนิมิต โทสะที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และโทสะที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญยิ่งขึ้น.

เหตุปัจจัยทำให้เกิดโมหะ เพราะทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย หรือเรียกว่าอโยนิโสมนะสิการ  เมื่อทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย โมหะที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และโมหะที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญยิ่งขึ้น.

กรรมที่เกิดจากการกระทำเพราะโลภ เพราะโกรธ เพราะหลง เกิดจากโลภ จากโกรธ จากหลง มีโลภ มีโกรธ มีหลงเป็นเหตุให้เกิดอันใด,  กรรมอันนั้น  ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแห่งอัตตภาพของบุคคลนั้น, กรรมนั้น ให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยผลแห่งกรรมนั้น, ย่อมทำความคับแค้นเร่าร้อนในอัตตภาพนั้นนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นไปในทันใด หรือว่าเป็นไปในในเวลาต่อมา หรือว่าเป็นไปในในเวลาถัดมาอีก ก็ตาม.

เปรียบเหมือนเมล็ดพืช ที่ไม่แตกหัก ไม่เน่าเปื่อย ไม่ถูกทำลายเพราะลมและแดด มีแต่เม็ดดี เก็บงำไว้ดี ซึ่งบุคคลหว่านแล้วในพื้นที่ปรับสภาพดีแล้วในเนื้อนาดี และฝนก็ตกตามฤดูกาล . เมล็ดพืชเหล่านั้น พึงถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ แน่แท้ ฉันใด, ข้อนี้ก็ฉันนั้น คือ กรรมที่บุคคลกระทำแล้วเพราะโลภ เพราะโกรธ เพราะหลง  เกิดจากโลภ โกรธ หลง   มีโลภ มีโกรธ มีหลง เป็นเหตุ ให้เกิด อันใด, กรรมอันนั้นย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแห่งอัตตภาพของบุคคลนั้น. กรรมนั้น ให้ผลในอัตตภาพใด, เขาย่อมเสวยผลแห่งกรรมนั้น . ย่อมทำความคับแค้นเร่าร้อนในอัตตภาพนั้นนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นไปในทันใด หรือว่าเป็นไปในเวลาต่อมา หรือว่าเป็นไปในเวลาถัดมาอีก ก็ตาม. เหตุทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้  เป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย.

การถึงทั่วซึ่งโทษมีประการต่างๆ แห่งการงานที่เป็นไปทางกาย อันประกอบด้วยเจตนาอันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นผลมีอยู่ ๓ อย่าง คือ เจตนาฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม.

การถึงทั่วซึ่งโทษมีประการต่างๆ แห่งการงานที่เป็นไปทางวาจา อันประกอบด้วยเจตนา อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นผล มีอยู่ ๔ อย่าง คือ เจตนาพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ.

การถึงทั่วซึ่งโทษมีประการต่างๆ แห่งการงานที่เป็นไปทางใจ อันประกอบด้วยเจตนาอันเป็นอกุศลมีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นผล มีอยู่ ๓ อย่าง คือ มีความโลภ มีใจพยาบาท มีความเห็นวิปริต.

กรรมที่บุคคลกระทำแล้วเพราะไม่โลภ  ไม่โกรธ  ไม่หลง  เกิดจากไม่โลภ ไม่โกรธ   ไม่หล  เพราะปราศจาก  โลภ  โกรธ หลง  เสียแล้ว  ถอนรากขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลยอดด้วน  ทำให้ถึงความไม่มี  ไม่เกิดขึ้นอีกเป็นธรรมดา.

เปรียบเหมือนเมล็ดพืช ที่ไม่แตกหัก ไม่เน่าเปื่อย ไม่ถูกทำลายเพราะลมและแดด มีแต่เม็ดดี เก็บงำไว้ดี ซึ่งบุคคลพึงเผาเมล็ดพืชเหล่านั้นด้วยไฟ เมื่อเผาแล้วพึงทำให้เป็นขี้เถ้า แล้วทำให้เป็นผง แล้วโปรยไปในกระแสลมที่พัดจัด หรือว่าลอยไปในกระแสน้ำอันเชี่ยวแห่งแม่น้ำ เมล็ดพืชทั้งหลายเหล่านั้นมีมูลที่ขาดแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ถึงความไม่มี ไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา โดยแน่แท้ นี้ฉันใด, ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ กรรมอันบุคคลกระทำแล้วเพราะไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง , เกิดจากไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง , เพราะปราศจากโลภ โกรธ หลงเสียแล้ว, ด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ถึงความไม่มี ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา. เหตุทั้งหลาย ๓ ประ การเหล่านี้ เป็นไปเพื่อการเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย .

แต่ว่า บุคคลทั้งหลาย  ในโลกปัจจุบันนี้  กระทำอกุศลกรรม  ด้วยการฆ่าสัตว์  เป็นต้นนั้น ภายหลังการตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์, เพราะในกาลก่อนเขาได้กระทำกัลยาณกรรมมีสุขเป็นผลไว้  หรือเวลาต่อมาในภายหลัง  เขาได้กระทำกัลยาณกรรมมีสุขเป็นผลไว้  หรือว่าในเวลาจะตาย เขาเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิ  เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น  ภายหลังการตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์, ส่วนข้อที่เขาเป็นผู้ฆ่าสัตว์ เป็นต้นนั้น ในโลกปัจจุบันนี้  เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ใน เวลาในทันใดบ้าง  หรือในเวลาต่อมมาบ้าง  หรือ ในเวลาถัดมาอีกบ้าง.

บุคคลทั้งหลาย ในโลกปัจจุบันนี้ เป็นผู้เว้นจากอกุศลกรรม  ด้วยการฆ่าสัตว์  เป็นต้นนั้น  ภายหลังการตายเพราะการทำลายแห่งกาย  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  เพราะในกาลก่อนเขาได้กระทำกัลยาณกรรมมีสุขเป็นผลไว้  หรือเวลาต่อมาในภายหลังเขาได้กระทำกัลยาณกรรมมีสุขเป็นผลไว้  หรือว่าในเวลาจะตาย เขาเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น ภายหลังการตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.  ส่วนข้อที่เขาเป็นผู้เว้นจากอกุศลกรรม ในโลกปัจจุบันนี้ เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในเวลาทันใดบ้าง  หรือในกาลต่อมาบ้าง  หรือในเวลาถัดมาอีกบ้าง.

แต่ว่า บุคคลทั้งหลาย ในโลกปัจจุบันนี้ เป็นผู้เว้นจากอกุศลกรรม ด้วยการฆ่าสัตว์ เป็นต้นนั้น  ภายหลังการตายเพราะการทำลายแห่งกาย  ย่อมเข้าถึงทุคติวินิบาตนรก  เพราะในกาลก่อนเขาได้กระทำบาปกรรมมีทุกข์เป็นผลไว้  หรือเวลาต่อมาในภายหลังเขาได้กระทำบาปกรรมมีทุกข์เป็นผลไว้ หรือว่าในเวลาจะตาย เขาเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยมิจฉาทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น ภายหลังการตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงทุคติวินิบาตนรก.  ส่วนข้อที่เขาเป็นผู้เว้นจอกุศลกรรม ด้วยการฆ่าสัตว์ เป็นต้นนั้น  ในโลกปัจจุบันนี้  เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในเวลาทันใดบ้าง  หรือในเวลาต่อมาบ้าง  หรือในเวลาถัดมาอีกบ้าง.

คนบางคน เป็นผู้มีปกติฆ่าสัตว์หยาบช้า มีแต่การฆ่าและการทุบตี ไม่มีความเอ็นดู เขากระเสือกกระสนด้วยกรรมทางกาย  ด้วยกรรมทางวาจา ด้วยกรรมทางใจ  กายกรรม วจีกรรม  มโนกรรมของเขาคด คติของเขาคด อุปบัติ คือ การเข้าถึงภพของเขาคด  สำหรับผู้มีอุปบัติคด มีคติคด  คติ คือทางไปแก่เขาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในบรรดาคติสองอย่าง คือเหล่าสัตว์นรกผู้มีทุกข์โดยส่วนเดียว หรือว่าสัตว์เดรัจฉานผู้มีกำเนิดกระเสือกกระสน ได้แก่งู แมลงป่อง ตะขาบ พังพอน แมว หนู นกเค้า หรือสัตว์เดรัจฉานเหล่าอื่น ที่เห็นมนุษย์แล้ว  กระเสือกกระสน  ภูตสัตว์ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้  เขาทำกรรมใดไว้ ย่อมเข้าถึงภพด้วยกรรมนั้น.  สัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่งกรรม  ด้วยอาการอย่างนี้.

บุคคลทั้งหลาย ในโลกปัจจุบันนี้ ประกอบอกุศลกรรมด้วยการฆ่าสัตว์ เป็นต้นนั้น, ในกาลก่อนเขาได้ทำบาปกรรมมีทุกข์เป็นผลไว้, หรือเวลาต่อมาในภายหลังเขาได้ทำบาปกรรมมีทุกข์เป็นผลไว้ หรือว่าในเวลาจะตาย เขาเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยมิจฉาทิฏฐิ. เพราะเหตุนั้น  บุคคลนั้น  ภายหลังการตายเพราะการทำลายแห่งกาย   ย่อมเข้าถึงทุคติวินิบาตนรกสถานเดียว.

คนบางคน ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ มีความละอาย มีความเอ็นดูกรุณาเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลาย. เขาไม่กระเสือกกระสนด้วยกรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ  กายกรรม  วจีกรรม  มโนกรรมของเขาตรง  คติของเขาตรง อุปบัติ คือการเข้าถึงภพของเขาตรง  สำหรับผู้มีอุปบัติตรง มีคติตรง คติ คือทางไปแก่เขา  อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาคติสองอย่าง คือเหล่าสัตว์ผู้มีสุขโดยส่วนเดียว หรือว่า  ตระกูลอันสูง  ตระกูลขัตติยะมหาศาล หรือตระกูลคหบดีมหาศาลอันมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก  มีโภคะมาก มีเงินทองมาก,  ภูตสัตว์ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้  เขาทำกรรมใดไว้  ย่อมอุปบัติด้วยกรรมนั้น.  สัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่งกรรม  ด้วยอาการอย่างนี้.

เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว จึงมีความดับแห่งสังขาร}  เพราะมีความดับแห่งสังขาร  จึงมีความดับแห่งวิญญาณ,  เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ  จึงมีความดับแห่งนามรูป, เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ, เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ.   ความดับแห่งกรรมมี เพราะมีความดับแห่งผัสสะ  ด้วยอาการอย่างนี้.

(อ้างอิง จาหนังสือ อริย. ฯ.. บาลี จตุกก. อํ. ๒๑ / ๒๑๓ / ๑๐๑ (๑๐๒๔.  ปฏิจจ.  ๒๐๒. อ้างถึง  บาลี จุกฺก. อํ. ๒๑ / ๒๖๘ / ๑๙๕. ปฏิจจ. ๑๓๑.  บาลี  ติก. อํ. ๒๐ / ๑๗๑ / ๔๗๓.  อริย. ๘๖๑. อ้างถึง บาลี  จตุกฺก  ๒๑ / ๓๒๐ - / ๒๓๗.  พุทธ. ๔๐๙. อ้างถึง อุปริ. มชฺ. ๑๔ / ๙๔ / ๖๐๘).

 


<< กลับหน้าหลัก