ดำรงชีพชอบ
ผู้ละกรรมกิเลส ๔ ประการ.   ผู้ไม่ทำกรรมอันเป็นบาปโดยฐานะทั้ง ๔.   ผู้ไม่เสพทางเสื่อม(อบายมุข)แห่งโภคะ ๖ ทาง.   ผู้ปิดกั้นทิศทั้ง ๖ โดยเฉพาะแล้ว   ชื่อว่า  ปฏิบัติแล้วเพื่อชนะโลกทั้งสอง ทั้งโลกนี้และโลกอื่น,   ปรารภกระทำครบถ้วนแล้ว  เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   ภายหลังการตายเพราะการทำลายแห่งกาย.  

กรรมกิเลส  ๔ ประการเป็นสิ่งที่ควรละ  คือ  ฆ่าสัตว์ (ปานาติบาต),  ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ (อทินนาทาน),  ประพฤติผิดในกาม(กาเมสุ มิจฉาจารา),  พูดเท็จ(มุสาวาท). อกุศลกรรม ๔ อย่างนี้พึงศึกษาว่า  เมื่อดำรงตนประกอบด้วยกรรมกิเลส (สิ่งที่ทำให้เศร้าหมอง) ๔ ประการนี้ด้วยเจตนาอยู่เป็นประจำแล้ว ความร้อนใจย่อมมีแก่เราเป็นแน่แท้โดยไม่ต้องมีผู้อื่นมาทำให้ร้อนใจ. แต่ถ้าไม่ไม่กระทำอกุศลกรรม ๔ ประการนี้ด้วยเจตนาแล้ว  ความร้อนใจย่อมไม่เกิดมี.  บุคคลผู้สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยง  หรือตั้งเจตนาเว้นจากอกุศลกรรมนี้เสียอันเป็นการรักษาศีล ๕ให้ดียิ่งขึ้น.

ไม่ควรกระทำกรรมอันเป็นบาปโดยฐานะทั้ง  ๔  คือ  ไม่เป็นผู้ถึงซึ่งฉันทาคติ  (ลำเอียงเพราะรักใคร่),    ไม่เป็นผู้ถึงซึ่งโทสาคติ(ลำเอียงเพราะไม่ชอบ),  ไม่เป็นผู้ถึงซึ่งโมหาคติ (ลำเอียงเพราะเขลา), ไม่เป็นผู้ถึงซึ่งภยาคติ(ลำเอียงเพราะกลัว).  เจตนางดเว้นการกระทำกรรมอันเป็นบาปโดยฐานะทั้ง ๔ นี้  ควรทำให้เกิดมีในทุกๆกลุ่มชนชั้นเพื่อความผาสุกแก่ตนเอง  แก่ผู้อื่นและแก่สังคมโดยรวม.

ไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ ทาง  คือ  ๑)  ไม่ดื่มของมึนเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท,  ๒)  ไม่เที่ยวตามตรอกในยามวิกาล, ๓)  ไม่เที่ยวชุมนุมในหมู่คนเมา,  ๔)  ไม่เล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท,  ๕)  ไม่คบคนชั่วเป็นมิตร,  ๖)  ไม่เกียจคร้าน.

ผู้ปิดกั้นทิศทั้ง  ๖  คือ   ๑)  ทิศเบื้องหน้า  คือ  มารดาบิดา  (ปุรัตถิมทิศ),๒)  ทิศเบื้องขวา  คือ อาจารย์(ทักขิณทิศ),  ๓)  ทิศเบื้องหลัง  คือ  บุตรภรรยา(ปัจฉิมทิศ).  ๔) ทิศเบื้องซ้าย  คือ  มิตรสหาย(อุตตรทิศ),  ๕)  ทิศเบื้องต่ำ  คือ  กรรมกร(เหฏฐิมทิศ), ๖) ทิศเบื้องบน  คือ สมณพราหมณ์หรือพระสงฆ์(อุปริมทิศ).    

 หน้าที่ของบุตรพึงปฏิบัติต่อมารดาบิดา

บุตรพึงปฏิบัติต่อมารดาบิดาโดยฐานะ ๕ ประการ  คือ  ๑)  ท่านเลี้ยงเราแล้ว  เราจะเลี้ยงท่าน,    ๒)  เราจะทำกิจของท่าน,    ๓)  เราจะดำรงวงศ์ตระกูล,    ๔)  เราจะปฏิบัติตนเป็นทายาท,     ๕)  เมื่อท่านทำกาละล่วงลับไปแล้ว  เราจะทำทักษิณาอุทิศท่าน.
มารดาบิดาพึงปฏิบัติต่อบุตรโดยฐานะ ๕ ประการ  คือ  ๑)  ห้ามเสียจากบาป,      ๒)  ให้ตั้งอยู่ในความดี,      ๓)  ให้ศึกษาศิลปวิทยา,    ๔)  ให้มีคู่ครองที่สมควร,    ๕)  มอบมรดกให้ตามเวลา. 

หน้าที่ศิษย์พึงปฏิบัติต่ออาจารย์

ศิษย์พึงปฏิบัติต่ออาจารย์โดยฐานะ ๕ ประการ  คือ   ๑)   ด้วยการลุกขึ้นยืนรับ,    ๒)   ด้วยการไปยืนคอยรับใช้,     ๓)   ด้วยการเชื่อฟังอย่างยิ่ง,    ๔)  ด้วยการปรนนิบัติ,  ๕)   ศึกษาศิลปวิทยาโดยเคารพ. 
อาจารย์พึงปฏิบัติต่อศิษย์โดยฐานะ ๕ ประการ  คือ   ๑)  แนะนำดี,    ๒)  ให้ศึกษาดี,    ๓)  บอกศิลปวิทยาสิ้นเชิง,   ๔)  ทำให้เป็นที่รู้จักมิตรสหาย,    ๕)  ทำการคุ้มครองให้ในทิศทั้งปวง.

สามีพึงปฏิบัติต่อภรรยา

สามีพึงปฏิบัติต่อภรรยาโดยฐานะ ๕ ประการ  คือ     ๑)   ด้วยการยกย่อง,    ๒)  ด้วยการไม่ดูหมิ่น,         ๓)  ด้วยการไม่ประพฤตินอกใจ,   ๔)  ด้วยการมอบความเป็นใหญ่ในหน้าที่,           ๕)  ด้วยการให้เครื่องประดับ.         
ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีโดยฐานะ ๕ ประการ  คือ    ๑)   จัดแจงการงานดี,      ๒)  สงเคราะห์คนข้างเคียงดี,   ๓)  ไม่ประพฤตินอกใจ,   ๔)  ตามรักษาทรัพย์ที่มีอยู่,   ๕)  ขยันขันแข็งในการงานทั้งปวง.

หน้าที่พึงปฏิบัติต่อมิตรสหายโดยฐานะ ๕ ประการ  คือ  ๑) ด้วยการให้ปัน, ๒) ด้วยการพูดจาไพเราะ,  ๓) ด้วยการประพฤติประโยชน์,  ๔) ด้วยการวางตนเสมอกัน, ๕) ด้วยการไม่กล่าวคำเป็นเครื่องให้แตกกัน.
มิตรสหายพึงปฏิบัติตอบโดยฐานะ ๕ ประการ  คือ  ๑) รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว,   ๒)   รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว,   ๓)  เป็นที่พึ่งแก่มิตรเมื่อมีภัย,  ๔)  ไม่ทอดทิ้งในยามมีอันตราย,  ๕) นับถือสมาชิกในวงศ์ของมิตร.

นายพึงปฏิบัติต่อกรรมกรโดยฐานะ ๕ ประการ  คือ   ๑)  ด้วยให้ทำงานตามกำลัง,  ๒) ด้วยการให้อาหารและรางวัล,     ๓)   ด้วยการรักษาพยาบาลยามเจ็บไข้    ๔)  ด้วยการแบ่งของมีรสประหลาดให้,  ๕)  ด้วยการปล่อยให้อิสระตามสมัย.
กรรมกรพึงปฏิบัติต่อนายโดยฐานะ ๕ ประการ  คือ  ๑) เป็นผู้ลุกขึ้นทำงานก่อนนาย,   ๒)  เลิกงานทีหลังนาย, ๓) ถือเอาของแต่นายให้,   ๔)  กระทำการงานให้ดีที่สุด,   ๕)  นำเกียรติคุณของนายไปร่ำลือ.
พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องบนโดยฐานะ ๕ ประการ  คือ  ๑) ด้วยเมตตากายกรรม,  ๒) ด้วยเมตตาวจีกรรม,  ๓) ด้วยเมตตามโนกรรม,   ๔)   ด้วยการยินดีต้อนรับ,   ๕)  ด้วยการคอยถวายอามิสทาน
สมณพราหมณ์(พระสงฆ์)  ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรโดยฐานะ  ๖ ประการ  คือ  ๑) ห้ามเสียจากบาป,     ๒) ให้ตั้งอยู่ในความดี,       ๓) อนุเคราะห์ด้วยใจอันงาม,   ๔)  ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง,   ๕)  ทำสิ่งที่ได้ฟังแล้วให้แจ่มแจ้งถึงที่สุด,   ๖)   บอกทางสวรรค์ให้.  เมื่อเป็นดังนี้เป็นอันว่าทิศทั้ง  ๖    นั้นได้ปิดกั้นแล้ว         เป็นทิศเกษม   ไม่มีภัยเกิดขึ้น.

คาถาสรุปความ มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า,  ครูอาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา,  บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง,   มิตรสหายเป็นทิศเบื้องซ้าย,   กรรมกรเป็นทิศเบื้องต่ำ,  สมณะพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน.   คฤหัสถ์ผู้สามารถในการครองเรือน  พึงนอบน้อมในทิศทั้งหลายเหล่านี้.
บัณฑิตผู้ถึงพร้อมด้วยศีล  มีวาจาละเอียดอ่อน  มีปฏิภาณ  มีความประพฤติถ่อมตัว  ไม่กระด้าง  เช่นนี้แล้ว  ย่อมได้รับการบูชา.
ผู้ชอบสงเคราะห์  สร้างสรรค์มิตรภาพ  รู้ความหมายแห่งถ้อยคำ   ไม่ตระหนี่   เป็นผู้นำ – นำวิเศษ – นำไม่ขาดสาย  เช่นนี้แล้ว  ย่อมได้รับการบูชา.

การให้ทาน,  การพูดจาไพเราะ,  การประพฤติประโยชน์ใดๆเมื่อควรประพฤติ,   ความวางตนในกิจกรรมทั้งหลาย  ตามสมควรในกรณีนั้นๆ,  สี่อย่างนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวโลก  ดุจน๊อตยึดโยงรถที่กำลังแล่นอยู่.  ถ้าไม่มีเครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้แล้ว  มารดาก็จะไม่ได้อะไรจากบุตร   จะเป็นการนับถือ   หรือการบูชาก็ตาม     บิดาก็จะไม่ได้อะไรจากบุตร.

ธรรมของฆราวาส(ครองเรือน) ๔ อย่าง  คือ  ๑)  สัจจะ = ซื่อสัตย์ต่อกัน,  ๒)  ทมะ = รู้จักข่มจิตของตน,  ๓)  ขันติ = อดทน,  ๔)  จาคะ = สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน.    

อบายมุข / ทางฉิบหาย ๖  คือ  ๑)  ดื่ม(เสพ)ของมึนเมา,  ๒)  เที่ยวกลางคืน,  ๓)  เที่ยวดูการเล่น,  ๔)  เล่นการพนัน,  ๕)  คบคนชั่วเป็นมิตร,  ๖)  เกียจคร้านทำการงาน.
ดื่มน้ำเมามีโทษ ๖ คือ  ๑)  ทำให้เสียทรัพย์,  ๒)  ก่อการทะเลาะวิวาท,  ๓)  ทำให้เกิดโรค,  ๔)  ถูกติเตียน,  ๕)  ไร้ยางอาย,  ๖)  ทอนกำลังปัญญา.

เที่ยวกลางคืนมีโทษ ๖ คือ  ๑)  ชื่อว่าไม่รักษาตัว,  ๒)  ชื่อว่าไม่รักษาลูกเมีย,  ๓)  ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สิน,  ๔)  เป็นที่ระแวงของคนทั้งหลาย,  ๕)  มักถูกใส่ความ,  ๖)  ได้รับความลำบากมาก.
เที่ยวดูการเล่น  มีโทษตามวัตถุที่ตามดู ๖ คือ  ๑)  รำที่ไหนไปที่นั่น,  ๒)  ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น,  ๓)  ดีดสีตีเป่าที่ไหนไปที่นั่น,  ๔)  เสภาที่ไหนไปที่นั่น,  ๕)  เพลงที่ไหนไปที่นั่น,  ๖)  เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น.

เล่นการพนันมีโทษ ๖ คือ ๑)  เมื่อชนะย่อมก่อเวร,  ๒)  เมื่อแพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป,  ๓)  ทรัพย์ย่อมฉิบหาย, ๔) ไม่มีใครเชื่อถือถ้อยคำ, ๕) เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อน, ๖) ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย.

คบคนชั่วเป็นมิตรมีโทษ ๖ คือ ๑) นำให้เป็นนักเลงการพนัน,  ๒) นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้, ๓) นำให้เป็นนักเลงเหล้า,  ๔) นำให้เป็นคนลวงเขาด้วยของปลอม, ๕) นำให้เป็นคนลวงเขาซึ่งหน้า, ๖) นำให้เป็นคนหัวไม้.

เกียจคร้านทำการงงาน  มีโทษ ๖ คือ ๑) มักให้อ้างว่าหนาวนัก  แล้วไม่ทำงาน,  ๒) มักให้อ้างว่าร้อนนัก  แล้วไม่ทำงาน,  ๓) มักให้อ้างว่าเย็นแล้ว  แล้วไม่ทำงาน,  ๔) มักให้อ้างว่ายังเช้าอยู่  แล้วไม่ทำงาน,  ๕) มักให้อ้างว่าหิวนัก  แล้วไม่ทำงาน,  ๖) มักให้อ้างว่ากระหายนัก  แล้วไม่ทำงาน,            (นวโกวาท ๗๙ / ๘๑).

มิตรเทียม ๔ จำพวก คือ  ๑)  คนปอกลอก,  ๒)  คนดีแต่พูด,  ๓)  คนหัวประจบ,  ๔)  คนชักชวนในทางฉิบหาย.   มิตร ๔ จำพวกนี้  ไม่ใช่มิตรแท้  ไม่ควรคบ.
คนปอกลอก  มีลักษณะ ๔ คือ  ๑) คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว,  ๒)  เสียให้น้อย  คิดเอาให้มาก,  ๓)  เมื่อมีภัยแก่ตัว  จึงรับทำกิจของเพื่อน,  ๔)  คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว.
คนดีแต่พูด  มีลักษณะ ๔ คือ  ๑)  เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย,  ๒)  อ้างเอาของมี่ยังไม่มีมาปราศรัย,  ๓)  สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิไม้,  ๔)  ออกปาพึ่งไม่ได้.
คนหัวประจบ   มีลักษณะ ๔ คือ  ๑)  จะทำชั่วก็คล้อยตาม,  ๒)  จะทำดีก็ค้อยตาม,  ๓)  ต่อหน้าว่าสรรเสริญ,  ๔)  ลับหลังตั้งนินทา.
คนชักชวนในทางฉิบหาย  มีลักษณะ ๔ คือ  ๑)  ชักชวนดื่มน้ำเมา,  ๒)  ชักชวนเยวกลางคืน,  ๓)  ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น,  ๔)  ชักชวนเล่นการพนัน.

มิตรแท้ ๔ จำพวก คือ  ๑) มิตรมีอุปการะ,  ๒)  มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์,  ๓)  มิตรแนะประโยชน์,  ๔)  มิตรมีความรักใคร่.  มิตร ๔ จำพวกนี้  เป็นมิตรแท้  ควรคบ.

มิตรมีอุปการะ มีลักษณะ ๔ คือ  ๑)  ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว,  ๒)  ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว,  ๓)  เมื่อมีภัย  เป็นที่พึ่งได้,  ๔)  เมื่อมีธุระ  ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก.
มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์มีลักษณะ ๔ คือ  ๑)  ขยายความลับของตนแก่เพื่อน,  ๒)  ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่งพราย,  ๓)  ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ,  ๔)  แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้.
มิตรแนะประโยชน์   มีลักษณะ ๔ คือ  ๑)  ห้ามไม่ให้ทำชั่ว,  ๒)  แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี,  ๓)  ให้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง,  ๔)  บอกทางสวรรค์ให้.
มิตรมีความรักใคร่ มีลักษณะ ๔ คือ  ๑)  ทุกข์ก็ทุกข์ด้วย,  ๒)  สุขก็สุขด้วย,  ๓)  โต้เถียงคนที่ติเตียนเพื่อน,  ๔)  รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน.

สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจผู้อื่นไว้ (สังคหวัตถุ ๔ อย่าง) คือ  ๑)  ทาน = ให้ปันสิ่งของของตนแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน,  ๒)  ปิยวาจา = เจรจาด้วยวาจาที่อ่อนหวาน,  ๓)  อัตถจริยา = ประพฤติตนในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น,  ๔)  สมานนัตตตา = ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถือตัว.

สมบัติของอุบาสก  หรือคฤหัสถ์ชาย ๕ ประการ  คือ  ๑)   ประกอบด้วยศรัทธา,  ๒)   มีศีลบริสุทธิ์,  ๓) ไม่ถือมงคลตื่นข่าว  คือเชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคลอันขาดเหตุผล,  ๔)  ไม่แสวงหาบุญนอกเขตพุทธศาสนา,  ๕)  บำเพ็ญบุญแต่ในพุทธศาสนา.  ผู้ตั้งอยู่ในธรรมอันเป็นสมบัติห้าประการแล้ว,  พึงละเว้นจากธรรมฝ่ายตรงข้ามอันเป็นวิบัติ ๕ ประการนั้นเสีย.
ตระกูลอันมั่งคั่งจะตั้งอยู่ได้ไม่นานเพราะสถาน ๔  คือ  ๑)  ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว,  ๒)  ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า,  ๓) ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ, ๔) ตั้งสตรีหรือบุรุษทุศีลให้เป็นแม่เรือนพ่อเรือน.

ทางฉิบหาย ๔ อย่าง คือ ทาง ๑)  ความเป็นนักเลงหญิง,  ๒)  ความเป็นนักเลงสุรา,  ๓)  ความเป็นนักเลงการพนัน,  ๔)  ความคบคนชั่วเป็นมิตร. ทางฉิบหาย ๔ อย่างนี้  ควรงดเว้น.      (นวโกวาท ๗๒).

การค้าขายไม่ชอบธรรม ๕ ประการ  คือ ๑)  ค้าขายเครื่องประหาร,  ๒)  ค้าขายมนุษย์,  ๓)  ค้าขายสัตว์(เลี้ยง) ฆ่าเพื่อเป็นอาหาร,  ๔)  ค้าขายน้ำเมา,  ๕)  ค้าขายยาพิษ / ยาบ้า. นี้คือมิจฉาวณิชชา.

(อ้างอิง อริย. ๑๐๙๙. อ้างถึง บาลี ปาฏ.  ที. ๑๑ /๑๙๕ – / ๑๗๔ – ).         


<< กลับหน้าหลัก