อวิชชาความไม่รู้อันใด เป็นความไม่รู้ในทุกข์ เป็นความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นความไม่รู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นความไม่รู้ในแนวทางปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. นี้เรียกว่า อวิชชา. และบุคคลชื่อว่า ถึงซึ่งอวิชชา เพราะเหตุไม่รู้ความจริงมีประมาณเท่านี้.อวิชชาอีกนัยหนึ่งในกรณีนี้ ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ไม่รู้ชัดแจ้งตามเป็นจริงซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ เป็นสิ่งที่ก่อขึ้นธรรมดา. ไม่รู้ชัดแจ้งตามเป็นจริงซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ เป็นสิ่งที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. ไม่รู้ชัดแจ้งตามเป็นจริงซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ อันมีทั้งก่อขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา ว่า เป็นสิ่งที่มีความก่อขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. นี้เรียกว่า อวิชชา. และบุคลเป็นผู้ถึงซึ่งอวิชชา ย่อมมีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ คืออาหารของอวิชชา. อาหารทั้งหลายของนิวรณ์ ๕ ประการ คือทุจริต ๓ ประการ. อาหารของทุจริต ๓ ประการ คือการไม่สำรวมอินทรีย์. อาหารของการไม่สำรวมอินทรีย์ คือความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะ. อาหารของความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะ คืออโยนิโสมนสิการ. อาหารของอโยนิโมนสิการ คือความไม่มีสัทธา. อาหารของความไม่มีสัทธา คือการไม่ได้ฟังพระสัทธรรม. อาหารของการไม่ได้ฟังพระสัทธรรม คือการไม่คบสัตบุรุษ. อาหารแห่งอวิชชา ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.วิชชาความรู้อันใด เป็นความรู้ในทุกข์ เป็นความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นความรู้ในแนวทางปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. นี้เรียกว่า วิชชา. และบุคคลชื่อว่า ถึงซึ่งวิชชา เพราะเหตุรู้ความจริงมีประมาณเท่านี้.วิชชาอีกนัยหนึ่งอริยะสาวกผู้ได้สดับแล้ว ในธรรมวินัยนี้ มารู้ชัดแจ้งตามเป็นจริงซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ เป็นสิ่งที่ก่อขึ้นธรรมดา. รู้ชัดแจ้งตามเป็นจริงซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ เป็นสิ่งที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. รู้ชัดแจ้งตามเป็นจริงซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ อันมีทั้งก่อขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา ว่า เป็นสิ่งที่มีความก่อขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา นี้เรียกว่า วิชชา. และบุคลเป็นผู้ถึงซึ่งวิชชา ย่อมมีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.อาหารของวิชชา คือโพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการ. อาหารของโพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการ คือสติปัฏฐานสี่. อาหารชองสติปัฏฐานสี่ คือสุจริต ๓ ประการ. อาหารของสุจริต ๓ ประการ คือ การสำรวมอินทรีย์. อาหารของการสำรวมอินทรีย์ คือความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ. อาหารของความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ คือโยนิโสมนสิการ(การทำไว้ในใจโดยแยบคาย). อาหารของโยนิโสมนสิการ คือ สัทธา. อาหารของสัทธา คือการได้ฟังพระสัทธรรม. อาหารของการได้ฟังพระสัทธรรม คือ การคบสัตบุรุษ. อาหารแห่งวิชชา ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.(อ้างอิง อริย. ๖๘๑. บาลี ขันธ. สัง. ๑๗ / ๑๙๘ / ๓๐๑. อริย. ๔๐๒. บาลี ขันธ. สัง. ๑๗ / ๒๐๙ / ๓๒๐. อริย .๓๗. บาลี มหาวาร. สัง. ๑๙ / ๕๓๘-/ ๑๖๙๔-). ปฏิจจ. ๖๒๓. บาลี ทสก. ๒๔ / ๑๒๐- / ๖๑ - ). |