อานิสงส์ตามปกติของการเจริญอานาปานสติสมาธิ ๑๖ ขั้น.

เมื่อเจริญให้มาก  ทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ  อานิสงส์ปกติ ๒ ประการ  เป็นสิ่งที่หวังได้  คือ  อรหัตตผลในทันใด  หรือว่า  ยังมีอุปธิเหลืออยู่  ก็จักเป็นอนาคามี.

เมื่อเจริญให้มาก  ทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ  อานิสงส์ปกติ ๗ ประการ คือ  ๑  การบรรลุ  อรหัตตผลในทันที.  ๒  ถ้าไม่เช่นนั้น  ย่อมบรรลุอรหัตตผลในกาลแห่งมรณะ.  ๓  ถ้าไม่เช่นนั้น  เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ (สิ่งผูกพนเบื้องต่ำ ๕ ประการ) คือ  สักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  สีลัพพัตตปรามาส  กามฉันทะ  พยาบาท  ย่อมเป็นอันตราปรินิพพายี.  ๔  ถ้าไม่เช่นนั้น  เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ (สิ่งผูกพนเบื้องต่ำ ๕ ประการ)  ย่อมเป็นอุปหัจจปรินิพพายี.  ๕  ถ้าไม่เช่นนั้น  เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ (สิ่งผูกพนเบื้องต่ำ ๕ ประการ)  ย่อมเป็นอสังขารปรินิพพายี.  ๖  ถ้าไม่เช่นนั้น  เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ (สิ่งผูกพนเบื้องต่ำ ๕ ประการ)  ย่อมเป็นสสังขารปรินิพพายี.  ๗  ถ้าไม่เช่นนั้น  เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ (สิ่งผูกพนเบื้องต่ำ ๕ ประการ)  ย่อมเป็นอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี.

เมื่อเจริญให้มาก  ทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ  อานิสงส์ปกติ  ทำสติปัฏฐานสี่ – ทำโพชฌงค์เจ็ด – ทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์.

เมื่อเจริญให้มาก  ทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ  อานิสงส์ปกติที่เคยปรากฏแก่พระองค์เอง  เมื่อทรงอยู่ในวิหารธรรมนี้เป็นอันมาก  กายก็ไม่ลำบาก  ตาก็ไม่ลำบาก  และจิตของพระองค์ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน.

เมื่อเจริญให้มาก  ทำให้มากซึ่งอานาปานสติ  อานิสงส์ปกติ  สามารถควบคุมความรู้สึกเกี่ยวกับความปฏิกูล  คือ  ไม่เห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นรูป  เป็นสีที่น่าเกลียด  แต่เห็นเป็นความอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  เป็นต้น.  และไม่เห็นความเป็นมายาที่ทำให้เกิดทุกข์  เมื่อเห็นว่าทั้งสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูล  เป็นสภาพที่เสมอกันแล้ว  ย่อมไม่ทำให้เกิดทุกข์.

เมื่อเจริญให้มาก  ทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ  อานิสงส์ปกติ    เป็นเหตุให้ได้รูปฌานสี่  อันเป็นสัมมาสมาธิ.

เป็นเหตุให้ได้อรูปฌานสี่  และเป็นเหตุให้ได้สัญญาเวทยิตนิโรธ.

สมารถกำจัดบาปอกุศลทุกทิศทาง.

อานิสงส์พิเศษ  ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกาย  ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิต  มีขึ้นไม่ได้  เมื่อเจริญให้มาก  ทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ

รู้ต่อเวทนาทุกประการ  เวทนาคือความรู้สึก  เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นสุข  อันเป็นทุกข์  อันไม่ทุกข์ไม่สุข  ย่อมรู้ตัวว่า  เวทนานั้นอันเราไม่สยบมัวเมา  ไม่เพลิดเพลิน  เป็นผู้ไม่ติดใจพัวพันเสวยเวทนาอันเป็นสุข  อันเป็นทุกข์  อันไม่ทุกข์ไม่สุขนั้น.

มีสุขวิหารสงบเย็น  ย่อมเป็นของรำงับ  เป็นของประณีต  เป็นของเย็น    เป็นสุขวิหาร  และกำจัดอกุศลธรรมที่เกิดข้นแล้วเกิดขึ้นอีก  ให้อันตรธานไป  ให้รำงับไปโดยควรแก่ฐานะ.

เป็นสุขแล้วดำเนินไปในตัวจนสิ้นอาสวะ.  ควรแก่นามว่า  อริยวิหาร  พรหมวิหาร  ตถาตควิหาร.

ทำสังโยชน์ให้สิ้น  กำจัดอนุสัย  รอบรู้ทางไกล  สิ้นอาสวะ.  อนุสัย คือสัญโญชน์ (สิ่งผูกพันเบื้องต่ำ) ๕ คือ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ได้แก่  สักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  สีลัพพัตตปรามาส  กามฉันทะ  พยาบาท.  อุทธัมภาคิยสังโยชน์(สิ่งผูกพันเบื้องบน) ๕  ได้แก่  รูปราคะ  อรูปราคะ  มานะ  อุทธัจจะ  อวิชชา. รอบรู้ทางไกล คือรอบรู้  อวิชชา.  สิ้นไปแห่งอาสวะ  คือสิ้นแห่งอนุสัย  ได้แก่สังโยชน์ ๑๐ นั่นเอง.

รู้จักลมหายใจอันมีเป็นครั้งสุดท้ายแล้วดับจิต.

เหตุเป็นปัจจัยให้พุทธศาสนาตั้งอยู่นานภายหลังพุทธปรินิพพาน.

(อ้างอิง  อริย.  ๑๒๔๘ – ๑๒๖๖.  อ้างถึง  บาลี  มหาวาร.  สํ. ๑๙ / ๒๓๒ ถึง ๔๒๖. / ๓๗๗ ถึง ๑๔๑๐).


<< กลับหน้าหลัก