อานาสมาธิ

อานาปานสติสมาธิบริบูรณ์แล้ว  สติปัฏฐานทั้งสี่ย่อมบริบูรณ์.

หมวดที่  ๑ คือ  กายานุปัสสนา.

อานาปานะ คือ ลมหายใจ เข้า / ออก,  สติ คือ ระลึกรู้, สมาธิ คือ จิตตั้งมั่น.  อานาปานสติสมาธิ คือ  ระลึกรู้ลมหายใจเข้าออกอยู่ที่สิ่งนั้นๆ ให้จิตตั้งมั่น.

หาที่พอเหมาะ  นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ  เรียกว่านั่งสมาธิราบ  หรือเอาขาขวาทับขาซ้าย  เรียกว่านั่งขัดสมาธิดอกบัว  หรือ  นั่งเอาขาขวาทับขาซ้าย   แล้วยกขาซ้ายทับขาขวา  ไม่ให้ตาตุ่มติดพื้น  เรียกว่าขัดสมาธิเพชร หรือวัชรอาสน์  ทำอย่างใดก็ได้  แล้วแต่ถนัด   ตั้งกายตรง ให้กระดูกสันหลังตั้งตรง  ดำรงสติเฉพาะหน้า เมื่อหายใจเข้า ก็รู้ว่าหายใจเข้า เมื่อหายใจออก ก็รู้ว่าหายใจออก.

๑.  เมื่อหายใจ ยาว ก็รู้ว่าหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่าหายใจออกยาว.
๒. เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจเข้าสั้น เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจออกสั้น
๓. รู้พร้อมเฉพาะกายทั้งปวง หายใจเข้า, รู้พร้อมเฉพาะกายทั้งปวง หายใจออก.
๔. ทำกายสังขาร(ปรุงแต่งกาย)ให้ระงับ หายใจเข้า, ทำกายสังขารให้ระงับ หายใจออก.

ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า เป็นกายหนึ่งๆ ในบรรดากายทั้งหลาย. เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ บุคคล  นั้น  ย่อมชื่อว่า  เป็นผู้ตามเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ  มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะมีสตินำอภิชฌา คือ ความโลภเพ่งเล็งและโทมนัส คือ ความทุกข์ใจในโลกออกเสียได้. การกำหนดลมหายใจทั้ง ๔ ขั้นนั้น เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

ลมหายใจเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งกาย  จะระงับกายสังขาร  จึงต้องระงับลมหายใจ คือทำลมหายใจให้ละเอียดที่สุด  เมื่อกายสังขารระงับ  ย่อมปีติ.

หมวดที่ ๒ คือ เวทนานุปัสสนา.

๕. รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติหายใจเข้า,  รู้พร้อมเฉเพาะซึ่งปีติหายใจออก

๖.  รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุขหายใจเข้า,  รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุขหายใจออก.

๗.  รู้พร้อมเฉพาะจิตตสังขารหายใจเข้า,  รู้พร้อมเฉพาะจิตตสังขารหายใจออก

๘. ทำจิตตสังขารให้ระงับ หายใจเข้า,  ทำจิตตสังขารให้ระงับ หายใจออก.

สมัยนั้น บุคคลนั้น ชื่อว่า เป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะมีสตินำอภิชฌาและโทมนัส คือ ความทุกข์ใจในโลกออกเสียได้.  การทำในใจเป็นอย่างดี ถึงลมหายใจออก และลมหายใจเข้า นั่นเป็นเวทนาอย่างหนึ่งๆ ในบรรดาเวทนาทั้งหลาย. เพราะเหตุนั้น  กรณีนี้  บุคคลนั้น  ไดชื่อว่า  เป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ.  การกำหนดต่อความรู้สึกเหล่านั้น ได้ชื่อว่าเป็นการกำหนดเวทนา  นี้เรียกว่า  เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

เมื่อปีติแล้ว ย่อมเป็นสุข ปีติและสุข คือ เวทนา,  เวทนาเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งจิต  เมื่อจะระงับจิตตสังขาร  จึงต้องระงับเวทนา คือกำหนดลมหมายใจออกเข้า  เห็นอยู่ว่า  เวทนาไม่เที่ยง  เวทนานั้นจะระงับไป.

หมวดที่ ๓  คือ จิตตานุปัสสนา 

๙. รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจเข้า, รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจออก.
๑๐. ทำจิตให้ปราโมทย์ หายใจเข้า, ทำจิตให้ปราโมทย์ หายใจออก.
๑๑. ทำจิตให้ตั้งมั่น หายใจเข้า, ทำจิตให้ตั้งมั่น หายใจออก.
๑๒. ทำจิตให้ปล่อย หายใจเข้า ทำจิตให้ปล่อย หายใจออก.

สมัยนั้น  บุคคลนั้นชื่อว่า  เป็นผู้ตามเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ  มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.อานาปานสติเป็นสิ่งที่มีไม่ได้ แก่บุคคลผู้มีสติอันลืมหลงแล้ว ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ.  เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ บุคคลนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ.

ผู้มีสติลืมหลงไม่มีสัมปชัญญะชื่อว่าไม่มีจิต ย่อมไม่สามารถกำหนด สติ หรือ จิตได้ นี้เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

หมวดที่ ๔ คือ  ธัมมานุปัสสนา.

๑๓. ตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำหายใจเข้า,  ตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำหายใจออก.

๑๔. ตามเห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำหายใจเข้า, ตามเห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำหายใจออก.

๑๕ตามเห็นความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำหายใจเข้า,ตามเห็นความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำหายใจออก.

๑๖. ตามเห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำหายใจเข้า,   ตามเห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำหายใจออก.

สมัยนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า  เป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรมอยู่เป็นประจำ  มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. บุคคลเข้าไปเพ่งเฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว  เพราะเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสทั้งหลายของเขานั้นด้วยปัญญา. เพราะเหตุนั้น กรณีนี้  บุคคลนั้นย่อมชื่อว่า  เป็นผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ.  นี้เรียกว่า ธัมมานุปัสสนานาสติปัฏฐาน.

ธรรมลักษณะแห่งความไม่เที่ยง  คือ  อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  พร้อมทั้งความหลุดพ้นจากกิเลสเนื่องจากการเห็นลักษณะทั้งหลายเหล่านั้น   ล้วนเรียกว่าธรรมในกรณีนี้.

ข้อสำคัญต้องระลึกรู้ลมหายใจออกเข้าอยู่ที่สิ่งนั้นๆ  แต่ละขั้น  ทั้ง ๑๖ ขั้น,  แต่ละขั้น  ควรทำให้เกิดความเคยชิน  เมื่อเจริญจนเกิดความเคยชินพอสมควรแล้ว  ย่อมเจริญได้ในทุกอิริยาบถ  แม้เดิน  ยืน  นั่ง  นอน.

อานาปานสติ  บุคคลเจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว  บริบูรณ์แล้ว  ย่อมทำสติปัฏฐานทั้งสี่ให้บริบูรณ์ไปในตัว.

เมื่อสติปัฏฐานสี่บริบูรณ์แล้ว  ย่อมทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์ไปในตัว.

เมื่ออาศัย  วิเวก  อาศัยวิราคะ(ความคลายกำหนัด)  อาศัยนิโรธ  อันน้อมไปเพื่อความสลัดลง (โวสัคคะ)  เมื่อเจริญให้มาก  ทำให้มากแล้ว   ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ไปในตัว.

วิธีดูจิต ๘ คู่

คู่ที่ ๑ จิตประกอบด้วยราคะ  หรือไม่ประกอบด้วยราคะ  ราคะ คือความกำหนัด. ความหมายของราคะ คือเมื่อจิตเพ่งเล็งใคร่จะได้จะเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยอารมณ์  อารมณ์ที่มีต่อสิ่งนั้น เป็นราคะ  ถ้าใคร่จะได้รุนแรงก็เป็นกามราคะ  ถ้าครอบคลุมทั่วๆไป  เรียกว่าความโลภ  ถ้าโลภจดจ้องไม่สม่ำเสมอ  เรียกว่าวิสมโลภะ  กำหนัดอยู่  หรือกำหนัดแล้วก็ตาม.   อาการของจิตเหล่านี้   เป็นอาการของจิตที่ดึงเข้ามา รวบรัดไว้  เป็นลักษณะความกำหนัด.

คู่ที่ ๒ จิตมีโทสะหรือไม่มีโทสะ. โทสะนั้น เป็นอาการของจิตที่ผลักออกไป ปฏิเสธไม่เอา ไม่ชอบ อยากทำลาย,   อาการที่เป็นความรู้สึกอย่างนี้มีต่อสิ่งใด,  อาการนั้นเป็นโทสะ.

คู่ที่ ๓ จิตมีโมหะหรือไม่มีโมหะ. โมหะ แปลว่าหลง  มีความหมายว่าไม่รู้จะเอาอย่างไรแน่ จะดึงเข้ามาก็ไม่เชิง จะผลักออกไปก็ไม่เชิง เป็นอาการที่พะวงสงสัย เป็นการเฉยไว้ทีก่อน. อาการอย่างนี้จัดอยู่ในทางปฏิบัติผิดเช่นกัน.

คู่ที่ ๔ จิตกำลังห่อเหี่ยวหรือฟุ้งซ่าน.  คือ อาการของจิตห่อเหี่ยวฟุ้งซ่านเพราะร่างกายแปรปรวน  อันเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ  หรือเพราะอาการของจิตเองเป็นเหตุ คือ จิตประกอบอยู่ด้วยกิเลส.

คู่ที่ ๕ จิตตั้งอยู่ในฌาน หรือไม่ตั้งอยู่ในฌาน "ฌาน"  ในกรณีนี้  หมายถึงความเพ่ง, จิตเพ่งอยู่จดจ่ออยู่ที่สิ่งใด  จิตมีฌานอยู่ในสิ่งนั้น.  จะเพ่งจดจ่อให้จิตที่สงบเป็นสมาธิ  หรือเพ่งให้เป็นวิปัสสนาญาณ  คือความรู้แจ้งแทงตลอดต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด   ก็ได้.

คู่ที่ ๖ จิตมีจิตอื่นเหนือกว่า หรือไม่มีจิตอื่นเหนือกว่า. จิตมีจิตอื่นเหนือกว่า มายความว่า จิตกำลังว่าง เพราะหลุดพ้นจากกิเลสอยู่หรือไม่  จะเป็นลักษณะชั่วขณะหรือถาวร ก็ตาม ถ้าหากว่าจิตที่หลุดพ้นอย่างนี้มีอยู่เกือบทุกลมหายใจออกเข้านั่นย่อมเป็นสุขมาก.

คู่ที่ ๗ จิตตั้งมั่น หรือไม่ตั้งมั่น. ลักษณะจิตอย่างนี้  เป็นลักษณะของจิตที่มีอะไรมาเปลี่ยนได้ยาก  มีอะไรมาให้รักให้โกรธ  ก็ไม่รักไม่โกรธโดยง่าย   เป็นอารมณ์ที่ไม่วิหวั่นไหวโดยง่าย  เป็นจิตมีตั้งมั่น.

คู่ที่ ๘ จิตปล่อยอยู่หรือจิตไม่ปล่อยอยู่  หมายความว่า  จิตปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่น ว่า ว่าเรา ว่าของเรา อยู่หรือไม่ คือจิตอยู่ในอาการด้วยความเห็นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. (เมื่อดูจิต ๘ คู่ อย่างนี้แล้ว  จิตอื่นๆก็จะเห็นได้ง่าย).

เอ่ยถึงข้อที่ ๑๐ ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง หมายความว่าต้องทำให้มีขึ้น คือทำให้จิตเป็นจิตละเอียดสุขุมด้วยความปีติปราโมทย์, ปีติปราโมทย์ เพราะได้ลาภ ยศ  สรรเสริญ  ก็อย่างหนึ่ง,ปีติปราโมทย์เกิดจากการทำจิตให้รำงับเป็นสมาธิก็อย่างหนึ่ง,ปีติปราโมทย์ที่เกิดจากวิปัสสนาเพราะความรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง นี้ก็อย่างหนึ่ง. 

ข้อที่ ๑๑ ทำจิตให้ตั้งมั่น. ข้อที่ ๑๒ ทำจิตให้ปล่อย, ได้กล่าวแล้วข้างต้น.

ข้อที่ ๑๓ ตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ. คือ ขันธ์ ๕ หรือสังขารทั้งหลายเหล่านั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่เราไม่  ใช่ของเรา.

ข้อที่ ๑๔  ตามเห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำ  คือเห็นความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในขันธ์ ๕ เพราะเห็นขันธ์  ๕ ตามความเป็นจริง.

ข้อที่ ๑๕  ตามเห็นความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ  คือเห็นความรำงับดับลงของจิตที่เกิดจากความรุ่มร้อนเพราะความโกรธ หรือเพราะความหวั่นไหว  เพราะความซัดส่าย  เพราะความพะว้าพะวัง  เพราะความสะดุ้งหวาดเสียว  ที่จิตเข้ายึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้ง  ๕ อาการของจิตอย่างนี้ คือ  ความดับไม่เหลือ.

ข้อที่ ๑๖ ตามเห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ. คือสลัดกลับออกไป  ของสิ่งที่จิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่น  คือขันธ์ ๕ นั่นเอง.

(อ้างอิง อริย. ๑๒๐๗. อ้างถึง บาลี อุปริ. ม. ๑๔ / ๑๙๗ - / ๒๙๐).

 


<< กลับหน้าหลัก